
หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับยาสีฟันรักษาแผลในปากกันมาบ้างแล้ว แต่ไม่เคยได้ลองใช้ เพราะไม่แน่ใจว่ายาสีฟันสามารถใช้รักษาแผลในช่องปากได้จริงไหม? เพราะแผลในช่องปากถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกคน เป็นปัญหาสุขภาพที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก แต่ความจริงแล้วส่งผลต่อสุขภาพได้มากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นการพูด หรือการรับประทานอาหาร
ยาสีฟันรักษาแผลในปาก ช่วยรักษาแผลในปากได้จริงไหม?
โดยทั่วไปแล้วยาสีฟันรักษาแผลในปากไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรักษาแผลในช่องปากโดยตรง แต่บางสูตรก็ออกแบบมาให้มีคุณสมบัติที่ช่วยฆ่าเชื้อและบรรเทาการอักเสบ เช่น ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของไตรโคลซาน (Triclosan) หรือฟลูออไรด์ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในช่องปาก แต่ในทางการแพทย์แล้วยังไม่มีการรับรองที่ชัดเจนว่ายาสีฟันสามารถรักษาแผลในปากได้โดยตรง อาจช่วยบรรเทาอาการได้ในบางกรณี ช่วยลดแบคทีเรียรอบแผลทำให้ไม่ลุกลามหรืออักเสบเพิ่ม แต่ก็ไม่ได้เร่งการสมานแผลโดยตรง
ยาสีฟันรักษาแผลในปาก กับข้อควรระวังที่ไม่ควรมองข้าม
- หลีกเลี่ยงยาสีฟันรักษาแผลในปากที่มี SLS (Sodium Lauryl Sulfate) เป็นสารที่ทำให้ให้ยาสีฟันเกิดฟอง แต่มักก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณเยื่อบุในปาก โดยเฉพาะเมื่อมีแผลอยู่แล้ว อาจทำให้แผลเจ็บแสบมากขึ้น หรือทำให้แผลหายช้าลง
- หลีกเลี่ยงการแต้มยาสีฟันโดยตรงลงบนแผล เพราะเนื้อยาสีฟันไม่ได้ออกแบบมาให้ทาลงบนแผลหรือเยื่อเมือก อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย หากต้องการใช้ ควรใช้วิธีบ้วนปาก หรือแปรงฟันให้สะอาด และหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีแผล
- ไม่ใช้ยาสีฟันแทนยา ไม่ควรใช้เป็นทางเลือกหลักแทนการใช้ยาทาแผลในปากที่มีตัวยาเฉพาะ เช่น สารเคลือบแผล (Oral protective gel) หรือยาลดการอักเสบ (Steroid gel) เพราะยาสีฟันไม่ใช่ยารักษาโรค
- ระวังในเด็กและผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเป็นเด็กเล็ก ไม่ควรใช้โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะเยื่อบุในปากอาจไวต่อสารเคมีมากกว่าปกติ
ยาสีฟันรักษาแผลในปาก อาจช่วยลดแบคทีเรียในช่องปากได้ ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ แต่ไม่ได้มีฤทธิ์สมานแผลอย่างเฉพาะเจาะจง การที่บางคนใช้แล้วรู้สึกว่าแผลหายเร็วอาจเกิดจากปัจจัยร่วมอื่น ๆ เช่น ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การรับประทานอาหารอ่อน การพักผ่อนเพียงพอ ฯลฯ มากกว่าฤทธิ์ของยาสีฟันโดยตรง เพราะโดยทั่วไปแล้วแผลในช่องปาก เช่น แผลร้อนใน สามารถหายได้เองใน 1 – 2 สัปดาห์ หากพบว่ามีแผลในช่องปาก หรือเกิดการอักเสบผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา เพราะแต่ละคนอาจมีปัญหาช่องปากที่ไม่เหมือนกัน และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เพื่อสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี
